[14.]หมี-น้อย-ไม้-บรรทัด
posted on 25 Apr 2012 15:01 by the-ha-me in In-the-forestวันนี้เป็นวันหยุดที่ไม่ได้ทำงาน..
แต่ก็มีคนโทรมาเพื่อให้ไปทำงานอยู่เหมือนกัน
ทั้งนี้ก็ได้ปฏิเสธไปแล้ว
เมื่อวานคนไข้ที่เป็นคนจีน(จากเอ็นทรี่ที่แล้ว)ได้กลับเมืองจีนไปแล้ว
ประมาณเกือบ 2 เดือนที่เค้าต้องอยู่ที่เมืองไทย
ประเทศที่เค้าคิดว่าจะมาท่องเที่ยวแต่ไมไ่ด้มารักษาตัว(แบบที่ไ่ม่ได้คาดคิดไว้)
ยังไงก็ขอให้การเดินทางผ่านพ้นไปได้ด้วยดีล่ะกัน
เมื่อวานนี้มีประเด็นที่เป็นที่ปรึกษากัน
เรื่องมันมีอยู่ว่า..
ญาติคนไข้เอาขาหมูมาประมาณ 7-8 กล่อง
แต่ก็มีเจ้าหน้าที่(ที่เค้าเรียกกันว่าเป็นกลุ่ม)ก็ได้เก็บบางส่วนเอาไว้
ดังนั้นก็เลยมีอีกหลายคน(ที่ไม่ได้เป็นพรรคพวกกับเค้า)ที่ไม่ได้กิน
ตอนพักเที่ยงก็เป็นสภาพประมาณว่า
ผู้ช่วยและนักกายภาพฟูลไทม์มานั่งกินข้าวและบ่นอยู่ที่โรงอาหาร
สำหรับตัวเราแล้วคิดว่า จะแบ่งหรือไม่แบ่งก็ช่างประไร
ใครอยากลองลิ้มชิมรสขาหมูก็เรื่องของเค้าไป
แต่เราเองก็มีควาสุขกับข้าวกลางวัน..ถึงแม้จะไม่ฟรีก็ตาม
เมื่อวานนี้มีการประชุมกันในหมู่พนักงานฟลูไทม์
แล้วซีเนียร์คนนึงก็พูดถึงเรื่องที่ว่า
อยากให้พาร์ทไทม์ที่มาทำขอเป็นแบบประสิทธิภาพหน่อย
ประเด็นมันพุ่งเป้าไปที่เพื่อนอีกคน
ได้ยินเพื่อนที่เป็นฟลูไทม์เล่ามาอีกทีว่า
"หัวหน้าบอกว่าให้สอนไปเอาแทน อย่าไปปฏิเสธเค้าเลย
เผื่อวันไหนคนไม่พอ จะได้มีคนมาทำงาน"
พอเลิกงานซีเนียร์คนนั้นก็ไปคุยกับเพื่อนอีกคน
เปิดใจคุยกับเค้าในฐานะรุ่นพี่ที่พร้อมให้คำปรึกษาได้
.
พอมาทำงานที่นี่สักระยะ ทำให้รู้สึกว่ามันไม่ใช่สไตล์สักเท่าไหร่..
ไม่ว่าจะเป็นนิสัยหรือความคิดของคนอื่นๆ
หรืออาจจะเพราะเราคิดในแบบของเรา
ที่คนอื่นอาจจะว่า "ดีเว่อร์"
พอรู้สึกแบบนี้แล้วทำให้นึกถึง "นางเอกหนังไทยสมัยก่อน"
ที่แสนดี อ่อนโยน เรียบร้อย ไม่เอาเรื่องใคร
จริงๆ แล้วก็เหมือนกับเป็นคำเปรียบเปรยในแนวเสียดสีซ่ะมากกว่า
ทำไมนางเอกหนังไทยต้องแสนดี ต้องถูกนางร้ายแกล้ง
เคยคิดเหมือนกันว่า คนทุกคนจะคิดว่าตัวเองเป็นนางเอก
มีนางร้ายก็คือคนที่ไม่ถูกกัน มีพระเอกที่จะมาช่วยตอนมีผู้ร้ายจับตัวไป
(และอาจจะมีมุขที่ตามมาว่า..พระเอกมักจะจัดการผู้ร้ายก่อนตำรวจมาเสมอๆ)
หลังๆ วงการนางเอกเริ่มพัฒนา
เรื่มร้าย เรื่มกล้า เริ่มแรง เริ่มไม่ยอมคน
ภาพนางเอกสมัยก่อนค่อยๆ ถูกล้างให้หายไปตามกระแสของยุคสมัย
สังคมการทำงานเล็กๆ อาจจะสะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง
ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูที่มีมาตั่งแต่เด็กๆ สังคมที่เติบโตมา
หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ก็ไม่ได้ว่าตัวเองจะดีเริ่ดกว่าคนอื่นหรือทำตัวให้คนอื่นต้องมาอิจฉาหรอกนะ
ก็เราเกิดมาไม่เหมือนกัน มีครอบครัวไม่เหมือนกัน
มีการเลี้ยงดูที่ไม่เหมือนกัน ยังไงก็ย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว
ในหลายๆ คนก็คงมีความคิดที่ดีสุดๆ และเลวสุดขั้วเหมือนกัน
สเกลของความดีความชั่วถูกกำหนดไว้แล้วแต่มาตราส่วนของเรา
แล้วนำมาตีเส้นแบ่งเป็นช่องว่างที่เท่ากันที่เรียกว่า "ไม้บรรทัด"
บางทีการตัดสินด้วยการวัดก็คงมาจากไม้บรรทัดที่มีอยู่ในตัวของเราๆ นี่เอง
คนเรามันก็มีไม้บรรทัดต่างกัน..
คงมีหลายครั้งที่เราเผลอเอาไม้บรรทัดของตัวเองไปวัดคนอื่น
และคนอื่นก็เอาไม้บรรดของเค้าเองมาวัดตัวเนาในหลายๆ ครั้งเช่นกัน
สุดท้ายนี้ก็อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับไม้บรรทัดอันไหนหรือของใคร
แต่ยังไงก็อย่าเผลอเอาไม้บรรทัดของตัวเองไปวัดคนอื่นล่ะกัน
ควรใช้ไม้บรรทัดของใครของมันจะดีกว่านะ
เพราะของบางอย่างมันใช้ร่วมกันไม่ได้
ถ้าจะมองแล้ว จริงๆ ตัวเราเองก็มีไม้บรรทัดอยู่หลายๆ อัน
ในแต่ละเรื่อง เราก็ใช้ไม้บรรทัดคนละอันมาวัด
หลายคนเรียกว่า "ความลำเอียง" หรือศัพท์เก๋ๆ ที่ว่า "สองมาตรฐาน"
(จริงๆ อาจจะไม่ใช่สอง แต่อาจจะมากกว่านั้นก็เป็นได้)
สุดท้ายนี้ ในการมีชีวิต แล้วแต่ว่าเราจะใช้ไม้บรรทัดอันไหน วัดอะไรหรือใคร
แต่การหักไม้บรรทัดเพื่อให้ชีวิตมีความยืดหยุ่น..
อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดก็เป็นได้
แต่ก็แล้วแต่คนนะ!
Tags: เดอะ หะ มี, ไม้บรรทัด4 Comments
