[9.] หมี-น้อย-อยาก-สะ-หนุก

posted on 12 Nov 2011 20:04 by the-ha-me  in In-the-forest
ฉันเรียนจบปริญญาตรีแล้วคะ แถมด้วยรับปริญญาแล้วด้วย
แต่ว่า..ฉันยังคงว่างงานอยู่คะ
ที่ว่างงานเพราะฉันยังไม่เลือกที่จะทำงานอะไรเป็นจริงเป็นจังสักอย่าง
ทั้งๆ ที่สายอาชีพของฉันที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาก็ยังขาดแคลนอยู่มาก
ถ้าหากว่าใครที่ย้อนกลับไปอ่านเอ็นทรี่เก่าๆ หรือคนที่รู้จักฉันก็พอจะทราบว่าฉันจบอะไรมา
ฉันจบจากคณะสหเวชศาสตร์ ภาควิชากายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คะ
อาชีพหนึ่งเดียวที่ฉันคิดตั้งแต่ยังเรียนอยู่คือ "นักกายภาพบำบัด"
การเริ่มต้นของคำว่า "กายภาพบำบัด" มันไม่ได้มาจากตัวฉันเลยคะ
มันเป็นเหตุผลของเด็กไทยหลายๆ คนที่เรียนมหาวิทยาลัยเนื่องมาจาก "พ่อแม่"
แม้ตอนนั้นที่ยังไม่ได้เริ่มเรียนฉันจะนึกโกรธพ่อแม่อยู่บ้างว่าทำไมถึงให้ฉันมาเรียนสิ่งนี้
แต่ตอนนี้ฉันยอมรับและภูมิใจกับคำว่า "กายภาพบำบัด" มากคะ
.
เริ่มต้นเรียนที่มหาวิทยาลัย ฉันก็เหมือนกับทุกๆ คนแหละคะ รู้ว่าตัวเองไม่เก่งขนาดนั้น
แต่ในใจลึกๆ ก็มีความมั่นใจในความสามารถของตัวเองในระดับหนึ่ง
ฉันเป็นเด็กที่ทำกิจกรรมคะ ปี 1 แทบจะไม่ได้เข้าเรียนเลย ทำแต่กิจกรรมของคณะ
พอเริ่มปี 2 ก็เริ่มการเรียนที่เข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นวิชาแปลกๆ ที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้ต้องเรียน
และไม่เคยรู้เลยว่านักวิทยาศาตร์หรือนักวิชาการรุ่นก่อนๆ เค้าจะค้นพบสิ่งเหล่านี้ได้
และที่สำคัญสิ่งที่ดิฉันไม่เคยลืมและนับถือมาตลอดก็คือ "อาจารย์ใหญ่"
ท่าคือผู้เสียสละและเป็นผู้ที่มีพระคุณต่อนักศึกษาและผู้ป่วยอีกมากมายคะ
แม้ใครจะมองในแง่ของความน่ากลัวและแถมพ่วงเรื่องเล่าน่าชนลุกอีกเยอะแยะ
ฉันไม่เคยมองว่าเป็นเรื่องตลกคะ แต่เป็นเรื่องสนุกซ่ะมากกว่า
สนุกในที่นี้คือ สนุกที่เรียน สนุกที่จะค้นพบ สนุกที่จะได้ทำสิ่งใหม่ๆ
อีกอย่างนึงที่ฉันคิดได้.. คือ ชีวิตของคนเรามีค่าจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต
แม้ชีวิตจะหมดลมหายใจไปแล้ว แต่ร่างกายก็ยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับคนอีกหลายๆ คนได้
ทำให้ฉันมานึกถึงว่า คนเราไม่ต้องมีชื่อเสียง ไม่ต้องยิ่งใหญ่ ก็มีคุณค่าได้
ต่างจากชีวิตสมัยนี้ ที่เอาแต่มองหาความหรูหรา ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย
เปรียบว่าชีวิตของใครมีคุณค่ามากหรือน้อยแตกต่างกันไป..ทั้งๆ ที่ก็เป็นชีวิตเหมือนกัน
.
นอกจากวิชาการต่างๆ ที่ฉันจะต้องเรียนเพื่อนำไปเป็นส่วนนึงในการประกอบอาชีพแล้วนะ
การฝึกงานเองก็เป็นส่วนประกอบสำคัญของ "นักศึกษากายภาพบำบัด" คะ
ฉันเองเพิ่งจะมาเห็นคุณค่าของมันก็เมื่อใกล้จะเรียนจบแล้ว
ฉันบอกได้เลยคะว่าการฝึกงานที่ฝึกๆ กันอยู่นี้ "มันยังไม่พอ"
อาจจะด้วยตอนนั้นที่ฉันยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าลองเพราะกลัวจะถูกตำหนิ..
กลัวเพื่อนๆ ที่มุงดูกันอยู่แอบเอาเราไปนินทาหรือว่าร้ายว่าเราทำได้ไม่ดีก็ได้
พอถึงตอนนี้ก็เลยเสียดายโอกาสหลายๆ ครั้งที่คนอื่นเค้าหยิบฉวยไปต่อหน้าต่อตา
อย่างไรก็ตาม.. แม้การได้โอกาสมานั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่มันคงจะดีกว่าถ้าได้หยิบยื่นให้คนอื่นด้วย
.
ตอนที่ฉันยังเป็นนักศึกษาอยู่ หลังจากได้ออกหน่วยการแพทย์เคลื่อนที่ไปยังชุมชนต่างๆ
ฉันมีความคิดที่อยากจะช่วยเหลือชาวบ้าน ช่วยเหลือคนที่ไม่มีโอกาสได้เข้าในถึงสุขภาพของตน
แม้ว่าสิ่งที่ฉันสามารถตรวจและรักษาให้ได้ มันอาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมดชีวิตของพวกเค้า
แม้มันจะเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่ง แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต..ว่าไหมคะ
เช่นว่า คุณลุงปวดไหล่ ยกไม่ขึ้นเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหรือเอ็นกล้ามเนื้อ
เชื่อได้ว่า ประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตก็คงลดลงไปกว่า 40% (ไม่ใช่ตัวเลขอย่างเป็นทางการนะคะ)
มันคงจะอึดอัดมากเลยนะที่เมื่อก่อนเราสามารถทำอะไรได้เอง แต่ตอนนี้ทำอะไรก็ไม่ถนัดแถมยังเจ็บอีก
ถ้าหากว่ากายภาพบำบัดสามารถทำให้อาการปวดเหล่านั้นดีขึ้น รวมถึงแนะนำการปฏิบัติตัวให้กับลุงคนนั้น
ถึงแม้ว่าประสิทธิภาพที่ลดลงไปกว่า 40% จะไม่กลับคืนมาหมด..
แต่อย่างน้อยลุงเค้าก็คงทำอะไรๆ ด้วยตัวเองได้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ มันก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย
.
ตอนที่ฉันยังเป็นนักศึกษากายภาพบำบัดอยู่..ฉันเองมีทั้งความรู้สึกดีๆ และความรู้สึกแย่ๆ
รู้สึกดีที่คนรอบข้างมองเห็นถึงความตั้งใจและความปรารถนาดีของเรา
ส่วนความรู้สึกแย่ๆ ที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้น..
แต่ตอนนี้เมื่อย้อนกลับไปมันกลับเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ฉันก้าวเดินมาจนถึงทุกวันนี้
ไม่ใช่แค่การเรียน หรือการทำงาน แต่เป็นหลายๆ อย่างในการดำเนินชีวิตของฉัน
ฉันนึกขอบคุณความรู้สึกแย่ๆ ที่ทำให้ฉันฮึดสู้และยิ้มได้..ในตอนนี้
.
การก้าวเดินของฉันมันเพิ่งเริ่มต้นคะ..
อย่างที่หลายๆ คนมักจะพูดว่า "ชีวิตที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังจากชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจบลง"
ตอนนี้ฉันแค่กำลังสนุกกับการค้นพบว่าฉันจะเลือกทางเดินอย่างไรต่อไปดี?
ด้วยสองมือและสองเท้าที่จะก้าวเดินอย่างมั่นคง..มีหนึ่งสมองที่คิดไตร่ตรอง
และอีกหนึ่งที่หัวใจที่พร้อมอยู่ด้วยกันอย่างเข้มแข็งและมีความสุข
ไม่ต้องขู่นะคะว่าโลกที่แท้จริงมันจะโหดร้ายสักเท่าไหร่..
เพราะคงไม่มีใครจะอยู่บนโลกแล้วเห็นหรือเจอแต่สิ่งที่สวยงาม
แต่ฉันแค่ "อยากสนุก" ไปจนถึงสุดท้ายของลมหายใจ..ก็แค่นั้นเอง

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

cry เก่งมากๆเลยค่ะ...หาคนอย่างนี้ยาก
ยิ่งสมัยนี้เด็กที่คิดแบบนี้ได้น้อยมาก
ทำอะไรก็ช่างแค่สนุกก็พอแล้ว..แค่นี้ชีวิตก็สุขconfused smile

#1 By เจ้นุช on 2011-11-12 20:49

อ่าา.. ไม่เก่งหรอกคะ
ขอบคุณนะคะ ^^
ชีวิตที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังจากชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจบลง << เมื่อเริ่มต้นทำงาน

#3 By Haire (182.53.12.41) on 2011-11-12 21:17

I received my first home loans when I was 25 and this supported my relatives a lot. But, I require the sba loan once more time.

#4 By BiancaBurch26 (94.242.214.6) on 2011-12-04 22:47

Your supreme facts connecting with this topic must be a ground for thesis writing service and for some dissertation service and be utilized in thesis topics.

#5 By dissertation writing (91.212.226.136) on 2011-12-30 04:28